
สินค้ามูลค่าสูงไม่ได้แปลว่าต้องซื้อเพิ่มมากที่สุด และสินค้าที่มีของเหลือน้อยก็ไม่ได้แปลว่าต้องออกใบสั่งซื้อทันที ฝ่ายจัดซื้อควรตอบให้ได้ทั้งว่า “รายการใดควรดูแลใกล้ชิด” และ “รายการนั้นควรสั่งเพิ่มเมื่อไร” การใช้ ABC Analysis ร่วมกับ Reorder Point ช่วยแยกสองคำถามนี้ออกจากกัน แล้วนำข้อมูลกลับมาประกอบการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ
ABC Analysis ใช้จัดลำดับความสำคัญของสินค้า ส่วน Reorder Point หรือจุดสั่งซื้อใหม่ ใช้กำหนดจังหวะที่ควรพิจารณาเติมสินค้า ทั้งสองเครื่องมือจึงทำหน้าที่ต่างกัน และต้องใช้ข้อมูลความต้องการ ระยะเวลาจัดหา และยอดที่พร้อมใช้งานร่วมด้วย
- ABC Analysis และ Reorder Point ต่างกันอย่างไร
- คำนวณจุดสั่งซื้อใหม่จากข้อมูลอะไร
- ตัวอย่างคำนวณและตรวจยอดก่อนออกใบสั่งซื้อ
- ใช้กลุ่ม A B C ปรับวิธีติดตามอย่างไร
- ขั้นตอนนำไปใช้กับงานจัดซื้อ
- ตรวจ Stock Aging ก่อนเติมสินค้า
- เตรียมข้อมูลก่อนนำไปใช้กับระบบ ERP
- คำถามที่พบบ่อย
- บทความที่เกี่ยวข้อง
- แหล่งอ้างอิง
ABC Analysis และ Reorder Point ต่างกันอย่างไร
การจัดกลุ่ม ABC ตามมูลค่าการใช้ต่อปี เริ่มจากคำนวณจำนวนที่ใช้ในรอบปีคูณต้นทุนต่อหน่วย เรียงจากมูลค่าสูงไปต่ำ แล้วพิจารณาสัดส่วนมูลค่าสะสมเพื่อแบ่งกลุ่ม A, B และ C วิธีนี้ช่วยเลือกว่าจะใช้เวลาในการติดตามสินค้ากลุ่มใดมากน้อยเพียงใด เกณฑ์แบ่งกลุ่มควรกำหนดให้เหมาะกับธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องใช้สัดส่วนเดียวกันทุกบริษัท
Reorder Point เป็นระดับที่ใช้เตือนให้พิจารณาสั่งซื้อ เพื่อให้สินค้าที่สั่งเข้ามาทันความต้องการระหว่างรอรับสินค้า การจัดกลุ่ม ABC จึงไม่ใช่สูตรคำนวณจุดสั่งซื้อ และไม่ได้บอกปริมาณที่จะซื้อในแต่ละครั้งโดยตรง
| เครื่องมือ | ตอบคำถาม | ข้อมูลสำคัญ |
|---|---|---|
| ABC Analysis | ควรติดตามรายการใดใกล้ชิด | มูลค่าการใช้ในช่วงเวลาที่กำหนดและเกณฑ์แบ่งกลุ่ม |
| Reorder Point | ควรพิจารณาสั่งเพิ่มเมื่อไร | ความต้องการระหว่างระยะเวลาจัดหาและ Safety Stock |
| นโยบายปริมาณสั่งซื้อ | ควรสั่งเท่าไร | ขนาดบรรจุ ขั้นต่ำการสั่งซื้อ พื้นที่ งบประมาณ และต้นทุน |
หากต้องการวัดความถี่การเคลื่อนไหว ควรพิจารณา FSN เพิ่มเติม ส่วนอายุสินค้าที่ค้างอยู่ควรดู Stock Aging แยกกัน สินค้า A อาจค้างนานได้ และสินค้า C อาจเคลื่อนไหวเร็วได้ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์และข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์
คำนวณจุดสั่งซื้อใหม่จากข้อมูลอะไร
สูตรพื้นฐานคือ
Reorder Point = ความต้องการที่คาดว่าจะเกิดระหว่างระยะเวลาจัดหา + Safety Stock
หากใช้ค่าเฉลี่ยความต้องการรายวัน อาจเขียนเป็น
Reorder Point = (ความต้องการเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลาจัดหาเป็นวัน) + Safety Stock
ต้องใช้หน่วยเวลาให้ตรงกัน และนับระยะเวลาจัดหาตั้งแต่กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสั่งจนสินค้าพร้อมใช้งานจริง เช่น เวลาขออนุมัติ เวลาผู้ขายเตรียมสินค้า ขนส่ง และตรวจรับ ไม่ควรใช้เฉพาะวันขนส่งหากยังมีขั้นตอนอื่นที่ทำให้ของพร้อมใช้ช้าลง
สูตรค่าเฉลี่ยเหมาะเป็นจุดเริ่มต้นภายใต้สมมติฐานที่ระบุชัด หากยอดขายมีฤดูกาล มีโปรโมชัน หรือระยะเวลาส่งมอบผันผวนมาก ควรใช้ประมาณการที่สอดคล้องกับช่วงที่จะจัดซื้อ และประเมิน Safety Stock จากความเสี่ยงกับระดับบริการที่ต้องการ ไม่ควรกำหนดจำนวนกันชนจากตัวอักษร A, B หรือ C เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างคำนวณและตรวจยอดก่อนออกใบสั่งซื้อ
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นข้อมูลจำลองเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ผลลัพธ์ของลูกค้า
สินค้ารายการหนึ่งมีความต้องการเฉลี่ย 10 ชิ้นต่อวัน ใช้เวลาจัดหา 7 วัน และกำหนด Safety Stock ไว้ 30 ชิ้น
จุดสั่งซื้อใหม่ = (10 × 7) + 30 = 100 ชิ้น
ก่อนซื้อ ต้องตรวจทั้งของในคลัง ของที่สั่งแล้ว และความต้องการที่ยังไม่ส่งมอบ ตัวอย่างการหาสถานะสินค้าคือ
Inventory Position = ของคงเหลือที่ใช้ได้ + ของที่ยืนยันว่าจะรับเข้า − ความต้องการค้างส่งที่ยังไม่ได้หักออก
ถ้ามีของใช้ได้ 80 ชิ้น มีใบสั่งซื้อยืนยันรับเข้า 40 ชิ้น และมียอดค้างส่ง 20 ชิ้น สถานะสินค้าจะเท่ากับ 100 ชิ้น หากนโยบายกำหนดให้ทบทวนเมื่ออยู่ที่หรือต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ รายการนี้จะเข้าเงื่อนไขให้ตรวจสอบการเติมสินค้า แต่ยังไม่ใช่คำสั่งให้ซื้อจำนวนใดโดยอัตโนมัติ
ต้องดูวันรับเข้าของ 40 ชิ้นด้วย หากเข้าหลังวันที่ต้องใช้ ยอดรวมที่ดูเพียงพอก็ยังเกิดของขาดระหว่างทางได้ และหากระบบหักยอดจองหรือค้างส่งไว้ในยอดคาดการณ์แล้ว ต้องไม่หักซ้ำอีกครั้ง ให้ฝ่ายคลังและจัดซื้อตกลงนิยามยอดที่ใช้ร่วมกันก่อนนำสูตรไปใช้
ใช้กลุ่ม A B C ปรับวิธีติดตามอย่างไร
กลุ่ม A ซึ่งมีมูลค่าการใช้สูง ควรได้รับความสำคัญในการตรวจความถูกต้องของความต้องการ วันส่งมอบ และเงินที่ต้องใช้สั่งซื้อ อาจกำหนดผู้รับผิดชอบติดตามข้อยกเว้นหรือทบทวนข้อมูลบ่อยกว่ากลุ่มอื่นตามความเหมาะสม
กลุ่ม B ใช้นโยบายติดตามตามรอบที่ธุรกิจดูแลได้ พร้อมเฝ้าระวังรายการที่เริ่มมีมูลค่าหรือความต้องการเปลี่ยน ส่วนกลุ่ม C อาจใช้กติกาเติมสินค้าที่เรียบง่ายขึ้น เพื่อลดภาระงานเอกสาร โดยยังต้องตรวจขั้นต่ำการสั่งซื้อ พื้นที่จัดเก็บ และความเสี่ยงของการขาดสินค้า
อย่างไรก็ตาม อะไหล่ราคาต่ำที่จำเป็นต่อการเดินเครื่องอาจอยู่กลุ่ม C แต่ขาดไม่ได้ จึงควรประเมินความสำคัญต่อการดำเนินงานเพิ่มเติม ไม่ควรลด Safety Stock ของสินค้ากลุ่ม C ทุกตัว หรือเพิ่มจุดสั่งซื้อของกลุ่ม A ทุกตัวโดยไม่มีข้อมูลรองรับ
ขั้นตอนนำไปใช้กับงานจัดซื้อ
- กำหนดขอบเขตข้อมูล เลือกช่วงเวลาวิเคราะห์ หน่วยนับ และคลังที่รับผิดชอบ แยกสินค้าที่ต้องจัดการพิเศษ เช่น ของใหม่ สินค้าตามฤดูกาล หรืออะไหล่สำคัญ
- ตรวจข้อมูลต้นทาง ทบทวนยอดรับจ่าย ต้นทุน ยอดคงเหลือที่ใช้ได้ ใบสั่งซื้อค้างรับ และระยะเวลาจัดหาที่เกิดขึ้นจริง
- จัดกลุ่ม ABC ใช้เกณฑ์เดียวกันในชุดที่เปรียบเทียบ พร้อมบันทึกวิธีคำนวณและวันที่ทบทวน
- คำนวณจุดสั่งซื้อรายสินค้าและจุดจัดเก็บ พิจารณาความต้องการกับระยะเวลาจัดหา อย่าใช้ค่าของคลังหนึ่งกับอีกคลังโดยไม่ตรวจรูปแบบการเติมสินค้า
- ตรวจข้อยกเว้นก่อนซื้อ ดูวันรับเข้า ยอดค้างส่ง Stock Aging สินค้าทดแทน และการโอนระหว่างคลัง ก่อนอนุมัติใบสั่งซื้อใหม่
- ทดลองและทบทวน เปรียบเทียบกติกากับข้อมูลย้อนหลังหรือทดลองกับสินค้าบางกลุ่ม ติดตามของขาด เงินคงคลัง และการสั่งเร่งด่วน แล้วปรับค่าตามข้อมูล
หากใช้การตรวจเป็นรอบ เช่น สัปดาห์ละครั้ง ต้องพิจารณาความต้องการในช่วงรอถึงรอบตรวจถัดไปด้วย การนำสูตรจุดสั่งซื้อสำหรับการติดตามต่อเนื่องไปใช้กับการตรวจเป็นรอบโดยตรงอาจทำให้กันสินค้าไม่เพียงพอ
ตรวจ Stock Aging ก่อนเติมสินค้า
เมื่อรายการใดเข้าเงื่อนไขสั่งซื้อ ควรตรวจว่ามีของเก่าที่ยังใช้งานได้อยู่ในคลังอื่นหรือไม่ มีของถูกกันไว้รอตรวจคุณภาพหรือหมดอายุหรือไม่ และของที่ค้างนานยังตอบความต้องการปัจจุบันได้หรือเปล่า
ของค้างนานไม่ได้แปลว่าใช้ไม่ได้เสมอไป และยอดคงเหลือทั้งหมดก็ไม่ได้แปลว่าพร้อมขายเสมอไป การดู ABC, จุดสั่งซื้อ และ Stock Aging ร่วมกันจึงช่วยให้การตัดสินใจครอบคลุมทั้งความสำคัญ จังหวะเติมสินค้า และสภาพของที่มีอยู่
เตรียมข้อมูลก่อนนำไปใช้กับระบบ ERP
ก่อนตั้งกติกาในระบบ ให้เตรียมรหัสสินค้า หน่วยนับหลัก คลังที่รับผิดชอบ ประวัติความต้องการ ระยะเวลาจัดหา Safety Stock และเงื่อนไขผู้ขาย พร้อมกำหนดผู้อนุมัติเมื่อค่าที่เสนอแตกต่างจากนโยบาย
หากต้องการใช้กับ MDERP ควรให้ทีมตรวจระบบที่ใช้งานจริงว่ามีข้อมูลและขั้นตอนใดอยู่แล้ว ส่วนใดต้องตั้งค่า และส่วนใดต้องพัฒนาเพิ่มเติม เช่น การนำผล ABC ไปเปลี่ยนกติกาจุดสั่งซื้ออัตโนมัติหรือการแจ้งเตือนเฉพาะธุรกิจ บทความนี้อธิบายแนวทางวางแผน ไม่ได้ยืนยันว่าความสามารถทั้งหมดเป็นมาตรฐานในทุกระบบหรือทุกแพ็กเกจ
สามารถเริ่มจากรวบรวมขั้นตอนจัดซื้อปัจจุบันและตัวอย่างรายการที่เกิดของขาดหรือซื้อซ้ำ เพื่อหารือแนวทางวางระบบกับ บริการ Odoo ของ MDSoft และประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
สินค้า A ต้องมี Reorder Point สูงกว่าสินค้า C เสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป จุดสั่งซื้อขึ้นอยู่กับความต้องการระหว่างระยะเวลาจัดหาและ Safety Stock สินค้ามูลค่าต่ำที่ใช้จำนวนมากหรือรอนานอาจมีจุดสั่งซื้อเป็นจำนวนชิ้นสูงกว่าสินค้า A ได้
ถึง Reorder Point แล้วต้องสั่งเท่ากับ Safety Stock หรือไม่
ไม่จำเป็น จุดสั่งซื้อบอกจังหวะให้พิจารณาเติม ส่วนจำนวนสั่งต้องพิจารณานโยบายเติมสินค้า ของที่กำลังเข้า ขั้นต่ำการซื้อ ขนาดบรรจุ และงบประมาณแยกกัน
ตั้งค่าแล้วใช้ได้ตลอดหรือไม่
ควรทบทวนเมื่อความต้องการ ราคา ระยะเวลาจัดหา หรือเงื่อนไขธุรกิจเปลี่ยน และติดตามผลตามรอบที่กำหนด ค่าที่เหมาะในช่วงปกติอาจไม่เหมาะกับช่วงโปรโมชันหรือการหยุดส่งของผู้ขาย
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สินค้า A B C ต่างกันอย่างไร และควรบริหารแบบไหน
- ABC Analysis ช่วยฝ่ายจัดซื้อได้อย่างไร
- วิธีดู Stock Aging ย้อนหลัง ณ วันสิ้นเดือนหรือสิ้นปี
ต้องการหารือการเชื่อมข้อมูลคลังกับขั้นตอนจัดซื้อ ติดต่อ MDSoft พร้อมตัวอย่างข้อมูลและปัญหาที่ต้องการแก้ เพื่อประเมินแนวทางก่อนกำหนดขอบเขตงาน
โทร 081-619-8579 || อีเมล: [email protected]
Line ID: mdsoft.co.th หรือสแกน QR เพื่อเพิ่มเพื่อน
เว็บไซต์: https://www.mdsoft.co.th
แหล่งอ้างอิง
- กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม: การบริหารสินค้าคงคลังด้วย ABC Analysis — หลักการแบ่งความสำคัญของสินค้า
- Oracle Inventory Help: Reorder Point Planning — หลักการจุดสั่งซื้อ ความต้องการระหว่างระยะเวลาจัดหา และการแยกจังหวะซื้อออกจากปริมาณซื้อ เอกสารนี้ใช้ประกอบหลักการ ไม่ใช่หลักฐานความสามารถของ MDERP



