ซื้อ TikTok Ads ต้องจัดการ VAT และ ภ.พ.36 อย่างไร? รวมเรื่องภาษีที่ธุรกิจควรรู้

- ซื้อ TikTok Ads มี VAT 7% หรือไม่?
- TikTok Ads จากต่างประเทศเกี่ยวข้องกับ VAT อย่างไร?
- ภ.พ.36 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับค่าโฆษณา TikTok อย่างไร?
- กรณีไหนต้องยื่น ภ.พ.36 เมื่อซื้อ TikTok Ads?
- TikTok Ads มี VAT 7% แล้ว ต้องยื่น ภ.พ.36 อีกหรือไม่?
- VAT จาก TikTok Ads สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่?
- ซื้อ TikTok Ads ผ่านบัตรเครดิต ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร?
- ซื้อ TikTok Ads ต้องเก็บเอกสารอะไรไว้บ้าง?
- สรุป
ปัจจุบัน TikTok เป็นหนึ่งในช่องทางการตลาดออนไลน์ที่ธุรกิจใช้เข้าถึงลูกค้าและเพิ่มยอดขาย ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมตสินค้า สร้างการรับรู้แบรนด์ หรือทำแคมเปญโฆษณาเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย การซื้อโฆษณาผ่าน TikTok Ads จึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่หลายบริษัทต้องบันทึกบัญชีเป็นประจำ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การจัดการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการยื่นแบบ ภ.พ.36 สำหรับบริการจากต่างประเทศ
หลายธุรกิจอาจเข้าใจว่าการชำระเงินค่าโฆษณาผ่านบัตรเครดิต หรือการได้รับใบแจ้งหนี้จากแพลตฟอร์ม หมายความว่าจัดการภาษีเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ในทางบัญชีและภาษียังมีรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น ผู้ให้บริการที่ระบุในเอกสารเรียกเก็บเงิน สถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการ และ VAT ที่เรียกเก็บในรายการนั้น
การทำความเข้าใจเรื่อง TikTok Ads VAT, ภ.พ.36, ภาษีซื้อ และการบันทึกบัญชีค่าโฆษณาออนไลน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจและฝ่ายบัญชี เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการยื่นภาษีผิดพลาด พร้อมทำให้การจัดการค่าใช้จ่ายจากแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นระบบมากขึ้น
ซื้อ TikTok Ads มี VAT 7% หรือไม่
การซื้อโฆษณาผ่าน TikTok Ads เป็นการใช้บริการแพลตฟอร์มเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ ผู้ประกอบการในประเทศไทยจึงควรตรวจสอบรายละเอียดภาษีจากเอกสารเรียกเก็บเงินและข้อมูลในบัญชี TikTok Ads Manager ก่อนบันทึกค่าใช้จ่าย
ตามข้อมูลของ TikTok for Business สำหรับประเทศไทย แพลตฟอร์มมีหลักเกณฑ์การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% โดยการเรียกเก็บขึ้นอยู่กับสถานะการจดทะเบียน VAT และข้อมูลหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ใช้บริการระบุไว้ในบัญชีโฆษณา
สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียน VAT ในประเทศไทย ควรตรวจสอบว่าได้ระบุหมายเลข VAT ID ที่ถูกต้องในช่อง Tax ID ของบัญชี TikTok Ads Manager แล้วหรือไม่ ส่วนผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ควรตรวจสอบรายละเอียดการเรียกเก็บภาษีตามเงื่อนไขที่ TikTok กำหนด
อย่างไรก็ตาม การที่ TikTok เรียกเก็บ VAT 7% ไม่ได้หมายความว่าค่าโฆษณาทุกกรณีจะมีแนวทางทางภาษีเหมือนกันทั้งหมด ผู้ประกอบการควรพิจารณาข้อมูลผู้ให้บริการ เอกสารที่ได้รับ และสถานะทางภาษีของกิจการร่วมกัน เพื่อให้การบันทึกบัญชีและการนำส่งภาษีถูกต้องตามข้อเท็จจริง
TikTok Ads จากต่างประเทศเกี่ยวข้องกับ VAT อย่างไร
เมื่อธุรกิจไทยซื้อบริการโฆษณาจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ คำถามสำคัญคือบริการดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยอย่างไร
ตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร การให้บริการในต่างประเทศและมีการนำผลของบริการมาใช้ในประเทศไทย อาจทำให้ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยมีหน้าที่นำส่ง VAT ด้วยแบบ ภ.พ.36 ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขทางกฎหมายของรายการนั้นประกอบด้วย
ตัวอย่างเช่น บริษัทไทยซื้อบริการโฆษณาจากผู้ให้บริการต่างประเทศเพื่อนำมาโปรโมตสินค้าให้ลูกค้าในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจเข้าข่ายการใช้บริการจากต่างประเทศในประเทศไทย จึงควรตรวจสอบว่าบริษัทมีหน้าที่นำส่ง VAT หรือไม่
สิ่งที่ต้องระวังคือ ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าชำระเงินเป็นสกุลเงินบาทหรือสกุลเงินต่างประเทศ เพราะสกุลเงินที่ใช้ชำระไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดหน้าที่ทางภาษี แต่ควรตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ให้บริการ ใครเป็นผู้เรียกเก็บ VAT และมีเอกสารใดรองรับรายการนั้นบ้าง
ภ.พ.36 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับค่าโฆษณา TikTok อย่างไร
ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ในกรณีตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงกรณีที่ผู้ประกอบการในประเทศไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศ และนำผลของบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย
กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้บริการจากต่างประเทศในประเทศไทยไว้ในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.104/2544 ซึ่งอธิบายถึงการให้บริการจากต่างประเทศและการนำผลของบริการมาใช้ในประเทศไทย ตัวอย่างบริการที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึงบริการผ่านอินเทอร์เน็ตตามลักษณะของธุรกรรม
สำหรับการซื้อ TikTok Ads ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบเอกสารเรียกเก็บเงินและรูปแบบการให้บริการก่อนสรุปว่าต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่แพลตฟอร์มมีการเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อบริการอยู่แล้ว

ก่อนยื่นแบบ ควรตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อนิติบุคคลหรือผู้ให้บริการที่ระบุในเอกสาร
- สถานะการจดทะเบียน VAT ของกิจการไทย
- หมายเลข VAT ID ที่ระบุในบัญชี TikTok Ads Manager
- รายละเอียด VAT ในใบแจ้งหนี้หรือเอกสารการชำระเงิน
- หน้าที่นำส่งภาษีตามหลักเกณฑ์ที่ใช้กับรายการนั้น
การตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนจะช่วยให้ฝ่ายบัญชีพิจารณาได้ว่ารายการใดมีการเรียกเก็บ VAT แล้ว และรายการใดมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเพิ่มเติมตามกฎหมาย
กรณีไหนต้องยื่น ภ.พ.36 เมื่อซื้อ TikTok Ads

หน้าที่ในการยื่น ภ.พ.36 ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของธุรกรรม ไม่ใช่ดูจากชื่อแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว โดยทั่วไปควรตรวจสอบว่ารายการนั้นเป็นการรับบริการจากผู้ให้บริการในต่างประเทศและนำผลของบริการมาใช้ในประเทศไทยหรือไม่ รวมถึงเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินต้องนำส่ง VAT หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทไทยซื้อบริการโฆษณาจากผู้ให้บริการต่างประเทศและนำบริการมาใช้เพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทควรตรวจสอบหน้าที่ทางภาษีของรายการนั้น แม้ว่าการชำระเงินจะเกิดขึ้นผ่านบัตรเครดิตหรือระบบชำระเงินออนไลน์ก็ตาม
ในทางกลับกัน หากเอกสารแสดงว่ามีการเรียกเก็บ VAT ในรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการในประเทศไทยแล้ว ก็ไม่ควรนำยอดเดิมมาคำนวณภาษีซ้ำโดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบว่าการเรียกเก็บดังกล่าวมีผลอย่างไรต่อหน้าที่ของผู้ซื้อบริการตามกฎหมาย
สำหรับกำหนดเวลายื่นแบบ ภ.พ.36 โดยหลักเกณฑ์ทั่วไป ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีต้องยื่นแบบภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศ ทั้งนี้ ควรตรวจสอบกำหนดเวลาและวิธีการยื่นตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรที่ใช้กับกรณีนั้นอีกครั้ง
TikTok Ads มี VAT 7% แล้ว ต้องยื่น ภ.พ.36 อีกหรือไม่
นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายบัญชีควรให้ความสำคัญ เพราะการเห็น VAT 7% ในเอกสารไม่ได้หมายความว่าจะสรุปหน้าที่ในการยื่น ภ.พ.36 ได้ทันที
สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ VAT ที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากผู้ซื้อบริการในรูปแบบใด ผู้ให้บริการที่ระบุในเอกสารเป็นนิติบุคคลใด และเอกสารดังกล่าวมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการบันทึกบัญชีและภาษีหรือไม่
หากพบว่าแพลตฟอร์มเรียกเก็บ VAT แล้ว ควรตรวจสอบว่าการเรียกเก็บนั้นสอดคล้องกับธุรกรรมจริงและมีผลต่อหน้าที่นำส่ง VAT ของผู้ซื้ออย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อเป็นบริษัทไทยซึ่งจดทะเบียน VAT
ในทางปฏิบัติ ไม่ควรยื่น ภ.พ.36 เพิ่มเพียงเพราะเป็นค่าโฆษณาจากต่างประเทศ และไม่ควรสรุปว่าไม่ต้องยื่นเพียงเพราะมี VAT 7% ในใบแจ้งหนี้เช่นกัน หากข้อมูลยังไม่ชัดเจน ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตรวจสอบเอกสารก่อน เพื่อป้องกันการนำส่งภาษีซ้ำซ้อนหรือการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
VAT จาก TikTok Ads สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่?
นอกจากการตรวจสอบหน้าที่ในการนำส่ง VAT แล้ว ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังควรพิจารณาว่า VAT ที่ชำระไปสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้หรือไม่
การนำ VAT มาใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้พิจารณาจากการชำระเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบประเภทเอกสาร ผู้มีหน้าที่ออกเอกสาร รายละเอียดที่ปรากฏในเอกสาร และเงื่อนไขตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
ตัวอย่างเช่น หลักฐานการตัดบัตรเครดิตหรือใบยืนยันการชำระเงินอาจใช้ประกอบการบันทึกค่าใช้จ่ายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนใบกำกับภาษีได้โดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการจึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างหลักฐานการจ่ายเงิน เอกสารเรียกเก็บเงิน และเอกสารภาษีที่ใช้รองรับการนำภาษีซื้อมาใช้
สำหรับกรณีที่มีการนำส่ง VAT ผ่านแบบ ภ.พ.36 ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT อาจมีสิทธินำภาษีที่นำส่งมาใช้เป็นภาษีซื้อได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงควรเก็บหลักฐานการยื่นแบบและชำระภาษีไว้ให้ครบถ้วน พร้อมตรวจสอบวิธีบันทึกบัญชีให้เหมาะสมกับรายการนั้น
ซื้อ TikTok Ads ผ่านบัตรเครดิต ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร?
ธุรกิจจำนวนมากชำระค่าโฆษณาผ่านบัตรเครดิตของบริษัทหรือบัตรที่พนักงานใช้สำรองจ่าย การบันทึกบัญชีจึงควรเชื่อมโยงยอดค่าโฆษณากับเอกสารเรียกเก็บเงินและหลักฐานการชำระเงินจริง
ตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อโฆษณา TikTok Ads จำนวน 10,000 บาท โดยสมมติว่ายอดดังกล่าวเป็นมูลค่าค่าบริการก่อน VAT และรายการนั้นมี VAT 7% เพิ่มเติม จำนวนภาษีจะเท่ากับ 700 บาท รวมยอดชำระ 10,700 บาท
อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการคำนวณเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อสรุปว่ารายการ TikTok Ads ทุกกรณีต้องบันทึก VAT ในรูปแบบเดียวกัน เพราะการบันทึกบัญชีจริงต้องพิจารณาเอกสารเรียกเก็บเงินและหน้าที่ทางภาษีของธุรกรรมด้วย
หากชำระด้วยบัตรเครดิต ควรเก็บใบแจ้งหนี้หรือเอกสารจาก TikTok Ads Manager หลักฐานการตัดบัตร และรายการเดินบัญชีไว้ประกอบกัน หากชำระเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ควรตรวจสอบยอดเงินบาทที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงค่าธรรมเนียมหรือผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้อง
การแยกค่าโฆษณา VAT และรายการชำระเงินให้ชัดเจนจะช่วยให้ตรวจสอบยอดค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงจากการบันทึกภาษีซ้ำซ้อนหรือใช้เอกสารผิดประเภท
ซื้อ TikTok Ads ต้องเก็บเอกสารอะไรไว้บ้าง
การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบเป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยให้การบันทึกบัญชีและการตรวจสอบภาษีทำได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ซื้อโฆษณาหลายแคมเปญหรือมีการชำระเงินเป็นประจำทุกเดือน
เอกสารที่ควรรวบรวม ได้แก่
- ใบแจ้งหนี้หรือเอกสารเรียกเก็บเงินจาก TikTok Ads
- หลักฐานการชำระเงินหรือรายการตัดบัตรเครดิต
- รายละเอียดค่าใช้จ่ายจาก TikTok Ads Manager
- ข้อมูล VAT ID และข้อมูลผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง
- หลักฐานการยื่นแบบ ภ.พ.36 และการชำระภาษี หากมีหน้าที่ต้องดำเนินการ
- เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณาภาษีซื้อ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
ควรจัดเก็บเอกสารให้เชื่อมโยงกันตามเดือนและรายการชำระเงิน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละรายการเกิดขึ้นเมื่อใด มี VAT ที่เกี่ยวข้องอย่างไร และมีการดำเนินการทางภาษีครบถ้วนหรือไม่
หากธุรกิจมีค่าใช้จ่ายจากหลายแพลตฟอร์ม การใช้ระบบบัญชีหรือ ERP ที่ช่วยจัดเก็บเอกสาร เชื่อมโยงรายการค่าใช้จ่ายกับการชำระเงิน และติดตามข้อมูลภาษี จะช่วยลดงานที่ต้องทำด้วยมือและทำให้การตรวจสอบข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุป
การซื้อ TikTok Ads ไม่ได้มีเพียงเรื่องงบประมาณโฆษณาหรือผลลัพธ์ทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดการ VAT การพิจารณาหน้าที่ในการยื่น ภ.พ.36 การใช้ภาษีซื้อ และการบันทึกบัญชีค่าโฆษณาให้ถูกต้องด้วย โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้บริการจากแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นประจำ
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือ ตรวจสอบสถานะการจดทะเบียน VAT ของกิจการ ระบุข้อมูล VAT ID ให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม ตรวจสอบเอกสารเรียกเก็บเงิน และพิจารณาหน้าที่นำส่งภาษีตามข้อเท็จจริงของแต่ละรายการ ไม่ควรสรุปว่าต้องยื่นหรือไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 จากการเห็น VAT 7% เพียงอย่างเดียว
หากธุรกิจของคุณมีค่าใช้จ่ายจาก TikTok Ads, Google Ads, Facebook Ads หรือบริการจากต่างประเทศหลายรายการ และต้องการจัดการข้อมูล VAT, ภ.พ.36 และบัญชีค่าใช้จ่าย ให้เป็นระบบมากขึ้น MDSoft มีบริการให้คำปรึกษาและวางระบบบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจ ด้วยระบบ MDERP พร้อมช่วยวิเคราะห์ความต้องการให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานของแต่ละองค์กร สนใจปรึกษาการจัดการ VAT, ภ.พ.36 และระบบบัญชีสำหรับธุรกิจ ติดต่อทีมงาน MDSoft เพื่อพูดคุยและนัด Demo ระบบได้เลย



