ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

รู้ก่อนจ่าย! ธุรกิจใช้ AI จากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

ภาพหน้าปกบทความเกี่ยวกับธุรกิจในประเทศไทยที่ใช้บริการ AI และ Online Service จากต่างประเทศ เช่น ChatGPT, Microsoft 365, Canva, Adobe, AWS, Google Cloud และ Zoom พร้อมสรุปประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และแบบ ภ.พ.36 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจใช้ AI จากต่างประเทศควรตรวจสอบภาษีที่เกี่ยวข้อง ทั้ง VAT ภ.พ.36 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเอกสารประกอบการบันทึกค่าใช้บริการให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของแต่ละกรณี

ปัจจุบันการสมัครใช้บริการออนไลน์จากต่างประเทศกลายเป็นค่าใช้จ่ายปกติของธุรกิจไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, AI API, Cloud Service, Canva, Adobe, Zoom, Microsoft 365, ระบบ SaaS หรือเครื่องมือออนไลน์สำหรับทำงานและการตลาด หลายบริษัทจ่ายค่าบริการเหล่านี้ผ่านบัตรเครดิตหรือช่องทางออนไลน์เป็นรายเดือน โดยอาจมีเพียงใบเสร็จหรือ Invoice จากผู้ให้บริการต่างประเทศเป็นหลักฐาน

แต่ในมุมบัญชีและภาษี การมี Invoice จากต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าสามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแล้วจบได้ทันที เพราะธุรกิจอาจต้องพิจารณาทั้ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภ.พ. 36 และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศและนำบริการมาใช้งานในประเทศไทย

ดังนั้น ก่อนบันทึกค่าใช้จ่าย AI หรือ Online Service จากต่างประเทศ ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเป็นบริการประเภทใด ใครเป็นผู้ให้บริการ อยู่ประเทศอะไร ใช้งานที่ไหน และผู้ซื้อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT หรือไม่ เพราะรายละเอียดเหล่านี้มีผลต่อภาษีที่ต้องดำเนินการ

ค่า AI และ Online Service จากต่างประเทศถือเป็นบริการจากต่างประเทศ

บริการออนไลน์จำนวนมากมีลักษณะเป็น Software as a Service (SaaS) หรือบริการที่ผู้ใช้เข้าใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องซื้อโปรแกรมมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เช่น ระบบ AI ที่ให้ใช้งานผ่านเว็บไซต์ ระบบ Cloud หรือซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก

กรมสรรพากรเองก็มีการกล่าวถึงซอฟต์แวร์รูปแบบ SaaS ว่าเป็นโปรแกรมที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้บริการตามความต้องการ โดยบริการอาจถูกจัดเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการและเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ตได้

ดังนั้น ค่าใช้บริการ AI หรือ Online Service จึงต้องพิจารณาต่อว่า เมื่อผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศและธุรกิจในไทยนำบริการมาใช้ในประเทศไทย จะเกิดหน้าที่ทางภาษีอะไรตามมา

ภาษีมูลค่าเพิ่มและแบบ ภ.พ.36

ประเด็นแรกที่ควรตรวจสอบคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร หากผู้ประกอบการให้บริการจากต่างประเทศและมีการนำบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่ง VAT ในบางกรณี โดยเฉพาะกรณีบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT

พูดให้เข้าใจง่าย คือ หากบริษัทในประเทศไทยสมัครใช้บริการ AI หรือ Online Service จากผู้ให้บริการต่างประเทศ และบริษัทเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT การจ่ายค่าบริการดังกล่าวอาจเข้าข่ายต้องนำส่ง VAT ด้วยแบบ ภ.พ.36

ตัวอย่างเช่น บริษัทสมัครใช้บริการ AI จากผู้ให้บริการในต่างประเทศ เพื่อใช้ในการทำงานของบริษัทในประเทศไทย หากเข้าหลักเกณฑ์บริการจากต่างประเทศที่นำมาใช้ในไทย บริษัทอาจต้องคำนวณ VAT และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.พ.36

กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยในลักษณะเดียวกันสำหรับค่าบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ให้บริการในต่างประเทศแต่มีการนำบริการมาใช้ในประเทศไทย โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินนำส่ง VAT พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.36 ภายในกำหนดเวลา

ผู้ใช้บริการต้องเสีย VAT เองทุกกรณีหรือไม่?

จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะ ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้บริการออนไลน์ทุกคนจะต้องยื่น ภ.พ.36 เหมือนกัน กฎหมาย e-Service มีการแยกแนวทางระหว่างผู้ใช้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT กับผู้ใช้บริการทั่วไป โดยกรณีบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หากผู้รับบริการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่ง VAT ตามมาตรา 83/6(2)(ก)

ในทางกลับกัน หากผู้ใช้บริการไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ระบบภาษี e-Service จะมีหลักเกณฑ์ให้ผู้ให้บริการต่างประเทศที่เข้าเงื่อนไขเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับ VAT แทน

ดังนั้น ก่อนจะสรุปว่า สมัคร ChatGPT แล้วต้องยื่น ภ.พ.36 ควรตรวจสอบสถานะของผู้ซื้อและลักษณะการเรียกเก็บเงินก่อน ไม่ควรดูเพียงว่าเป็นบริการจากต่างประเทศอย่างเดียว

อัตรา VAT และการคำนวณ ภ.พ.36

อินโฟกราฟิกแสดงตัวอย่างการคำนวณ VAT สำหรับค่าบริการ AI จากต่างประเทศ โดยสมมติค่าบริการ 10,000 บาท และใช้อัตรา VAT 7% คำนวณเป็น VAT จำนวน 700 บาท เพื่อนำไปดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของแบบ ภ.พ.36

เมื่อเข้าเงื่อนไขที่ต้องนำส่ง VAT ธุรกิจต้องพิจารณามูลค่าบริการและอัตรา VAT ที่ใช้ในช่วงเวลานั้น โดยหลักการของ ภ.พ.36 คือ ผู้จ่ายเงินเป็นผู้นำส่ง VAT ที่เกิดจากบริการจากต่างประเทศตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ หากบริษัทจ่ายค่าบริการ AI จากต่างประเทศจำนวน 10,000 บาท และกรณีนั้นเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องนำส่ง VAT ในอัตรา 7%

VAT = 10,000 × 7% = 700 บาท

บริษัทจึงต้องนำยอดดังกล่าวไปดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของแบบ ภ.พ.36 อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการอธิบายวิธีคิดเบื้องต้น การคำนวณจริงควรพิจารณาจากเอกสารการเรียกเก็บเงิน สถานะ VAT ของผู้ซื้อ และลักษณะบริการในแต่ละกรณี

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องหัก 15% หรือไม่?

อีกเรื่องที่ธุรกิจมักเข้าใจผิดคือ เมื่อจ่ายเงินไปต่างประเทศแล้วจะต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทุกครั้ง คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกกรณี การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินไปต่างประเทศต้องพิจารณาว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินได้ประเภทใด รวมถึงพิจารณาอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศของผู้ให้บริการด้วย

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรในปี 2568 กรณีบริษัทไทยจ่ายค่าบริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และ Cloud Service ให้บริษัทในสหรัฐอเมริกา กรมสรรพากรพิจารณาว่าค่าบริการดังกล่าวไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนสำหรับการใช้ Software/Know-how แต่เป็นกำไรจากธุรกิจ และหากผู้ให้บริการไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ก็ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามอนุสัญญาภาษีซ้อน กรณีดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 70

ประเด็นนี้มีความสำคัญกับค่า AI และ SaaS เพราะ รูปแบบการให้บริการมีผลต่อการพิจารณาภาษี หากเป็นเพียงการสมัครใช้บริการออนไลน์ อาจมีแนวทางแตกต่างจากกรณีที่เป็นการซื้อสิทธิใน Software, ค่าลิขสิทธิ์, Know-how หรือการว่าจ้างพัฒนาโปรแกรมโดยเฉพาะ

ดังนั้นจึงไม่ควรใช้สูตรง่าย ๆ ว่า จ่ายเงินให้บริษัทต่างประเทศ = หัก ณ ที่จ่าย 15% แต่ควรดูสัญญา รายละเอียดบริการ ประเทศของผู้ให้บริการ และ DTA ที่เกี่ยวข้องก่อนด้วยนะคะ

ChatGPT ต้องเสียภาษีอย่างไร?

สำหรับ ChatGPT ผู้ใช้ในประเทศไทยสามารถสมัครบริการผ่านเว็บไซต์ และปัจจุบัน OpenAI รองรับการเรียกเก็บเงินเป็นสกุลเงินบาท (THB) สำหรับการสมัคร ChatGPT ผ่านเว็บไซต์ โดย OpenAI ยังมีช่องสำหรับระบุข้อมูล Tax ID และ VAT ID ในข้อมูล Billing ของบัญชีด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่หน้า Billing มีช่อง Tax ID หรือการที่ระบบรองรับสกุลเงินบาท ไม่ควรนำไปสรุปทันทีว่าเป็นการยกเว้นหรือรวมภาษีไทยทุกประเภทแล้ว เพราะภาระภาษีของธุรกิจไทยยังต้องพิจารณาตามกฎหมายไทยและลักษณะของรายการที่จ่ายจริง

นอกจากนี้ หากสมัครผ่าน App Store หรือ Google Play การเรียกเก็บเงินจะอยู่ภายใต้ระบบของ Apple หรือ Google แทนการสมัครโดยตรงผ่านเว็บไซต์ ChatGPT ซึ่งทำให้เอกสารและผู้เรียกเก็บเงินอาจแตกต่างกัน สำหรับธุรกิจจึงควรเก็บ Invoice/Receipt ที่ได้รับจากผู้ให้บริการ รวมถึงรายละเอียดบัญชีและหลักฐานการชำระเงินไว้ประกอบการบันทึกบัญชี

เอกสารที่ควรเก็บเมื่อจ่ายค่าบริการออนไลน์จากต่างประเทศ

เพื่อให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายการได้ง่าย ธุรกิจควรจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินแต่ละครั้ง เช่น

  • Invoice หรือใบเรียกเก็บเงินจากผู้ให้บริการ
  • Receipt หรือหลักฐานการชำระเงิน
  • รายละเอียดชื่อและประเทศของผู้ให้บริการ
  • รายละเอียดแพ็กเกจหรือบริการที่สมัคร
  • หลักฐานการสมัครสมาชิกหรือสัญญาการใช้บริการ
  • หลักฐานการชำระผ่านบัตรเครดิตหรือช่องทางออนไลน์
  • เอกสารเกี่ยวกับ Tax ID / VAT ID หากมี
  • แบบ ภ.พ.36 และหลักฐานการนำส่ง VAT หากรายการนั้นเข้าหลักเกณฑ์
  • เอกสารประกอบการพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากมีหน้าที่ต้องหัก

เพราะเอกสารเหล่านี้มีประโยชน์ทั้งในด้านการบันทึกค่าใช้จ่าย การตรวจสอบภาษี และการอธิบายที่มาของรายการหากมีการตรวจสอบในภายหลัง

ค่า AI / Online Service แต่ละประเภทอาจมีภาษีไม่เหมือนกัน

อินโฟกราฟิกสรุปประเภทของ AI และ Online Service ที่ธุรกิจอาจใช้งาน เช่น AI Subscription, AI API, Cloud Service, SaaS, Online Meeting, Online Advertising, Software License และการจ้างพัฒนา Software จากต่างประเทศ พร้อมประเด็นภาษีที่ควรพิจารณาในแต่ละประเภท

สิ่งสำคัญคือไม่ควรนำค่าใช้บริการออนไลน์ทุกประเภทมารวมกันแล้วใช้วิธีทางภาษีแบบเดียวกันทั้งหมด เพราะรายละเอียดของบริการอาจแตกต่างกัน เช่น

  • ChatGPT / AI Subscription
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : VAT/ภ.พ.36 และพิจารณา WHT ตามลักษณะบริการ
  • AI API
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : VAT/ภ.พ.36, ผู้ให้บริการ และลักษณะการใช้บริการ
  • Cloud Service
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : VAT/ภ.พ.36 และ WHT โดยดูสัญญาและ DTA
  • Canva / Adobe / SaaS
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : VAT/ภ.พ.36 และลักษณะสิทธิที่ได้รับ
  • Zoom / Online Meeting
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : VAT/ภ.พ.36 ตามเงื่อนไข
  • Google Ads / Online Advertising
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : VAT/ภ.พ.36 และภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามลักษณะรายการ
  • ซื้อ Software License
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : ต้องพิจารณาเรื่องสิทธิการใช้งานและอาจมีประเด็น Royalty/WHT เพิ่มเติม
  • จ้างพัฒนา Software จากต่างประเทศ
    ประเด็นภาษีที่ควรตรวจสอบ : ต้องดูสัญญา กรรมสิทธิ์ใน Software และ DTA

แนวทางตรวจสอบก่อนบันทึกค่า AI จากต่างประเทศ

ก่อนส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชี สามารถใช้ Checklist ง่าย ๆ 5 ข้อได้ดังนี้

อินโฟกราฟิก Checklist 5 ข้อสำหรับตรวจสอบค่า AI หรือบริการจากต่างประเทศก่อนส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชี ครอบคลุมประเทศของผู้ให้บริการ ประเภทบริการ สถานที่ใช้งาน สถานะ VAT ของผู้ซื้อ และการพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  1. ผู้ให้บริการอยู่ประเทศอะไร - ตรวจสอบชื่อบริษัทและประเทศที่ออก Invoice
  2. จ่ายค่าบริการประเภทไหน - เป็น Subscription, SaaS, Cloud, AI API, Software License, Royalty หรือการจ้างพัฒนา Software
  3. ใช้บริการที่ไหน - หากเป็นบริการจากต่างประเทศและนำมาใช้ในประเทศไทย ต้องตรวจสอบประเด็น VAT และ ภ.พ.36 ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
  4. ผู้ซื้อจด VAT หรือไม่ - สถานะของผู้ซื้อมีผลต่อแนวทางการจัดเก็บ VAT สำหรับบริการ e-Service จากต่างประเทศ
  5. ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ - ต้องดูประเภทเงินได้ ประเทศของผู้รับเงิน สัญญา และอนุสัญญาภาษีซ้อน ไม่ควรเหมารวมว่าเป็น 15% ทุกกรณี

ระบบบัญชีช่วยจัดการค่าใช้บริการจากต่างประเทศได้อย่างไร?

เมื่อธุรกิจเริ่มใช้ AI และ Online Service หลายรายการ ปัญหาที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายไม่ได้มีเพียงรายการเดียว แต่มีทั้ง AI, Cloud, Software, Advertising และ Subscription ที่ตัดบัตรเป็นรายเดือน หากเก็บเอกสารและบันทึกบัญชีแบบกระจัดกระจาย อาจทำให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบได้ยากว่ารายการใดต้องนำส่ง ภ.พ.36 หรือมีประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพิ่มเติม

ระบบ ERP ที่รองรับการบันทึกค่าใช้จ่ายและภาษีอย่างเป็นระบบจึงช่วยให้ธุรกิจจัดเก็บข้อมูลของผู้ขาย เอกสารการซื้อ สกุลเงิน ค่าใช้บริการ และข้อมูลภาษีไว้ในรายการเดียวกันได้ รวมถึงช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายจากต่างประเทศและนำข้อมูลไปดำเนินการด้านภาษีได้สะดวกขึ้น

โดยเฉพาะธุรกิจที่มีค่า Subscription หลายรายการ การจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายและเก็บเอกสารประกอบให้ครบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาการตามหา Invoice หรือย้อนตรวจสอบรายการย้อนหลังเมื่อถึงรอบปิดบัญชี

สรุป

การจ่ายค่าบริการ AI หรือ Online Service ให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ เช่น ChatGPT ควรพิจารณาอย่างน้อย 2 ประเด็นหลัก คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ในส่วนของ VAT หากเป็นบริการจากต่างประเทศที่นำมาใช้ในประเทศไทย และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีผู้ใช้บริการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT อาจมีหน้าที่นำส่ง VAT ผ่านแบบ ภ.พ.36 ขณะที่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องพิจารณาลักษณะของบริการ ประเทศของผู้ให้บริการ และอนุสัญญาภาษีซ้อนเป็นรายกรณี

สำหรับธุรกิจที่มีค่า AI, Cloud, Software และ Online Service จากต่างประเทศหลายรายการ การมีระบบ ERP ช่วยจัดเก็บข้อมูลค่าใช้จ่าย เอกสาร และข้อมูลทางบัญชีไว้เป็นระบบ จะช่วยให้ตรวจสอบรายการย้อนหลังและทำงานด้านบัญชีได้สะดวกมากขึ้น

MDERP จาก MDSoft รองรับการจัดการข้อมูลซื้อและค่าใช้จ่ายภายในระบบ ช่วยให้ธุรกิจจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายการทางบัญชีได้เป็นระบบ และเชื่อมโยงข้อมูลกับกระบวนการบัญชี เพื่อช่วยลดงานซ้ำและลดโอกาสที่ข้อมูลสำคัญจะตกหล่น หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่รองรับการทำงานด้านบัญชีและภาษี สามารถปรึกษา MDSoft เพื่อหาแนวทางที่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจได้ 


อ้างอิง
มาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร ,[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.rd.go.th/5207.html
การนำส่ง VAT ตามกฎหมาย e-Service ,[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.rd.go.th/region/10/fileadmin/000/documents/2564/QA_eService_16092564/QAs_e-Service.pdf
VAT for Electronic Service (VES) ,[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://eservice.rd.go.th
บริการพัฒนา Module OpenERP บริการติดตั้งระบบ OpenERP บริการ Implement ระบบ ERP ด้วย Odoo