จัดคลาสสินค้าในสต๊อก ให้รู้ว่าตัวไหนต้องดูแลเป็นพิเศษด้วย ABC Analysis

- ปัญหาการบริหารสต๊อกสินค้าแบบเดิม
- ABC Analysis กับการจัดระดับความสำคัญของสินค้า
- Class A – สินค้าสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- Class B – สินค้าที่มีการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ
- Class C – สินค้าที่มีการเคลื่อนไหวต่ำ
- การวิเคราะห์สินค้าโดยใช้ ABC ร่วมกับ FSN และ Aging Inventory
- การจัด Class และวิเคราะห์ความเสี่ยงสินค้าบน MDERP
- การ Filter และ Group ข้อมูลสินค้าแต่ละ Class
- การ Export ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และวางแผนสต๊อก
- สรุปการจัด Class สินค้าเพื่อบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ
มีสินค้าอยู่ในคลังเป็นร้อย เป็นพันรายการ ไม่ได้แปลว่าทุกชิ้นต้องได้รับการดูแลในระดับเดียวกัน เพราะในความเป็นจริง สินค้าแต่ละตัวมีความสำคัญต่อธุรกิจไม่เท่ากัน บางรายการขายดีจนขาดไม่ได้ ขณะที่บางรายการขายออกช้าและอาจนอนอยู่ในคลังเป็นเวลานานโดยที่เราไม่ทันสังเกต ปัญหาที่หลายธุรกิจเจอจึงไม่ใช่แค่ มีสินค้าในสต๊อกเท่าไร แต่คือ รู้หรือไม่ว่าสินค้าตัวไหนควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และตัวไหนควรเฝ้าระวังเรื่องสินค้าค้างสต๊อก การบริหาร Inventory Management, Stock Control และการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของสินค้า จึงมีส่วนสำคัญต่อการลดต้นทุนและบริหารเงินทุนที่อยู่ในคลังสินค้า
หนึ่งในแนวคิดที่ช่วยให้มองภาพนี้ได้ง่ายขึ้น คือ ABC Analysis ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มสินค้าออกเป็น Class A, B และ C ตามระดับความสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเลือกวิธีดูแลสินค้าแต่ละกลุ่มได้เหมาะสมมากขึ้น
ปัญหาการบริหารสต๊อกสินค้าแบบเดิม

ลองนึกภาพว่าธุรกิจมีสินค้า 1,000 รายการ แต่มีเพียงบางรายการเท่านั้นที่สร้างยอดขายหลักให้กับธุรกิจ หากทีมงานต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการตรวจสอบสินค้าทั้ง 1,000 รายการด้วยความถี่เท่ากัน ก็อาจกลายเป็นการใช้แรงงานและเวลาไปกับสินค้าที่ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก
ในทางกลับกัน สินค้าที่ขายดีหรือมีมูลค่าสูง หากปล่อยให้ขาดสต๊อกโดยไม่รู้ตัว อาจกระทบต่อยอดขายโดยตรง ลูกค้าไม่สามารถซื้อสินค้าได้ และธุรกิจอาจเสียโอกาสในการขาย ดังนั้น การมีสินค้าในคลังจำนวนมากจึงไม่ได้หมายความว่าบริหารสต๊อกได้ดีเสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องรู้ว่าสินค้าตัวไหนควรดูแลอย่างไร
ตรงนี้เองที่ทำให้การจัดลำดับความสำคัญของสินค้าเข้ามามีบทบาท เพราะแทนที่จะมองสินค้าทั้งหมดเป็นก้อนเดียว ธุรกิจสามารถแบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่มตามความสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนการตรวจสอบ การเติมสินค้า และการควบคุมสต๊อกได้เหมาะสมกับแต่ละประเภท
ABC Analysis กับการจัดระดับความสำคัญของสินค้า
ABC Analysis เป็นแนวคิดในการจัดกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Class A, Class B และ Class C เพื่อช่วยให้ธุรกิจมองเห็นว่าสินค้ารายการใดมีความสำคัญมากน้อยแตกต่างกัน และควรได้รับการดูแลในระดับใด แนวคิดนี้ช่วยเปลี่ยนการบริหารสต๊อกจากการตรวจสอบสินค้าทุกตัวด้วยวิธีเดียวกัน มาเป็นการ จัดลำดับความสำคัญของสินค้า เพื่อให้ทรัพยากรของธุรกิจถูกใช้กับสินค้าที่มีผลต่อยอดขายและต้นทุนมากที่สุด
Class A – สินค้าสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Class A คือกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญสูง เช่น สินค้าที่ขายดี สร้างยอดขายสูง หรือมีมูลค่าสูง หากสินค้าในกลุ่มนี้หมดสต๊อก อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและการดำเนินงานของธุรกิจโดยตรง ดังนั้น สินค้า Class A จึงควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปริมาณคงเหลือ การเคลื่อนไหวของสินค้า ไปจนถึงการวางแผนเติมสินค้า เพื่อป้องกันปัญหา Stock Out หรือสินค้าหมดโดยไม่ทันตั้งตัว
Class B – สินค้าที่มีการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ

Class B เป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญรองลงมา มีการขายหรือมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเท่ากับ Class A สินค้ากลุ่มนี้สามารถใช้วิธีตรวจสอบและวางแผนเติมสินค้าเป็นรอบ ๆ โดยอ้างอิงจากปริมาณการขายและการเคลื่อนไหวของสินค้า ไม่จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเท่า Class A
Class C – สินค้าที่มีการเคลื่อนไหวต่ำ

Class C คือกลุ่มสินค้าที่มีการขายน้อยหรือมีการเคลื่อนไหวต่ำ จึงเป็นกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับเรื่อง สินค้าค้างสต๊อก เป็นพิเศษ หากสั่งสินค้าเข้ามามากเกินกว่าความต้องการ เงินทุนก็จะไปจมอยู่กับสินค้าที่ขายออกได้ช้า และพื้นที่ในคลังก็ถูกใช้ไปกับสินค้าที่อาจไม่ได้สร้างยอดขายในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การเป็น Class C ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ดีหรือไม่มีประโยชน์ แต่หมายถึงสินค้ารายการนั้นมีระดับความสำคัญหรือการเคลื่อนไหวแตกต่างจากสินค้ากลุ่ม A และ B ธุรกิจจึงควรเลือกวิธีบริหารให้เหมาะกับลักษณะของสินค้าแต่ละกลุ่ม
การวิเคราะห์สินค้าโดยใช้ ABC ร่วมกับ FSN และ Aging Inventory
เมื่อสินค้ามีจำนวนมาก การดูเฉพาะ Class A, B และ C อาจยังไม่เพียงพอ เพราะนอกจากความสำคัญของสินค้าแล้ว ธุรกิจยังต้องรู้ว่าสินค้าเหล่านั้น เคลื่อนไหวเร็วหรือช้า และอยู่ในคลังมานานแค่ไหน ตรงนี้สามารถนำ FSN Analysis เข้ามาช่วยวิเคราะห์ร่วมกับ ABC Analysis โดย FSN แบ่งสินค้าออกเป็น Fast, Slow และ Non-moving ตามลักษณะการเคลื่อนไหวของสินค้า ทำให้เห็นรายละเอียดของสต๊อกได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น สินค้า Class A ที่มีการเคลื่อนไหวแบบ Fast อาจเป็นสินค้าที่ต้องติดตามและวางแผนเติมสต๊อกอย่างใกล้ชิด ขณะที่สินค้าที่อยู่ในกลุ่ม Slow หรือ Non-moving อาจต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมว่ามีปริมาณคงเหลือมากเกินไปหรือไม่
อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยประกอบการวิเคราะห์คือ Aging Inventory Report ซึ่งแสดงอายุของสินค้าคงเหลือตามการเคลื่อนไหวจริงในระบบ ช่วยให้ผู้ดูแลคลังมองเห็นสินค้าที่อยู่ในคลังมานาน และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนจัดการสต๊อกได้ การนำข้อมูลทั้ง ABC + FSN + Aging Inventory มาพิจารณาร่วมกัน จึงช่วยให้ธุรกิจไม่ได้เห็นเพียงว่าสินค้าตัวไหนสำคัญ แต่ยังเห็นว่าสินค้าตัวนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างไร และมีความเสี่ยงเรื่องการค้างสต๊อกมากน้อยแค่ไหน

การจัด Class และวิเคราะห์ความเสี่ยงสินค้าบน MDERP
เมื่อมีสินค้าเป็นหลักร้อยหรือหลักพันรายการ การนำข้อมูลมาจัดกลุ่มและติดตามด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้ ระบบ MDERP จึงเข้ามาช่วยให้การจัดการข้อมูลสต๊อกทำได้สะดวกและเป็นระบบมากขึ้น
ระบบสามารถช่วยจัด Class ของสินค้าและนำข้อมูลการเคลื่อนไหวมาประกอบการวิเคราะห์ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นสินค้าที่ต้องให้ความสนใจได้ง่ายขึ้น โดยมีตัวบ่งชี้ระดับความเสี่ยงของสินค้า เช่น ปกติ, เฝ้าระวัง, เคลื่อนไหวช้า และวิกฤต
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ดูแลคลังสามารถจัดลำดับความสำคัญในการตรวจสอบสินค้าได้ เช่น สินค้าที่อยู่ในสถานะวิกฤตอาจต้องรีบตรวจสอบก่อน ขณะที่สินค้าที่อยู่ในสถานะปกติสามารถติดตามตามรอบการทำงานที่กำหนดไว้
การ Filter และ Group ข้อมูลสินค้าแต่ละ Class

อีกหนึ่งส่วนที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น คือการ Filter และ Group ข้อมูล ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูเฉพาะสินค้าที่สนใจ เช่น ดูเฉพาะ Class A เพื่อวางแผนเติมสินค้า หรือเลือกดูสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเคลื่อนไหวช้า เพื่อค้นหาสินค้าที่มีความเสี่ยงค้างสต๊อก การ Group ข้อมูลตาม Class ยังช่วยให้เปรียบเทียบสินค้าแต่ละกลุ่มได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องไล่ดูข้อมูลทีละรายการ และสามารถมองภาพรวมของสต๊อกได้รวดเร็วขึ้น
การ Export ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และวางแผนสต๊อก
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ผู้ใช้งานยังสามารถ Export ข้อมูล ออกจากระบบเพื่อนำไปใช้งานต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพิ่มเติม จัดทำรายงาน หรือใช้ประกอบการประชุมและวางแผนจัดซื้อ การมีข้อมูลที่พร้อมใช้งานจึงช่วยลดขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง และทำให้ข้อมูลจากคลังสินค้าสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านธุรกิจได้มากขึ้น
สรุปการจัด Class สินค้าเพื่อบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารคลังสินค้าที่ดีไม่ได้หมายถึงการมีสินค้าอยู่ในคลังจำนวนมาก แต่คือการ รู้ว่าสินค้าตัวไหนสำคัญ สินค้าตัวไหนขายดี และสินค้าตัวไหนกำลังมีความเสี่ยงที่จะค้างสต๊อก ABC Analysis ช่วยให้ธุรกิจจัดลำดับความสำคัญของสินค้าได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ Class A ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Class B ที่สามารถตรวจสอบเป็นรอบ ๆ ไปจนถึง Class C ที่ควรระวังเรื่องสินค้าค้างสต๊อกและเงินทุนจมอยู่ในสินค้า
เมื่อผสาน ABC Analysis + FSN Analysis + Aging Inventory เข้ากับระบบ ERP อย่าง MDERP การบริหารสต๊อกก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งการไล่ดูข้อมูลแบบ Manual เพียงอย่างเดียว เพราะระบบสามารถช่วยจัดกลุ่ม กรองข้อมูล แสดงระดับความเสี่ยง และ Export ข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้
สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการจัด Class สินค้าไม่ใช่เพียงการทำให้คลังสินค้าดูเป็นระเบียบ แต่คือการช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินทุนกับสต๊อกได้อย่างเหมาะสม ลดโอกาสสินค้าขาด ลดปัญหาสินค้าค้าง และวางแผนการจัดซื้อได้แม่นยำขึ้น เมื่อรู้ว่าสินค้าตัวไหนต้องดูแลเป็นพิเศษ การบริหารคลังก็จะเปลี่ยนจากการคาดเดา มาเป็นการตัดสินใจจากข้อมูลจริงในระบบ
MDERP Feature วิเคราะห์คลาสสินค้าในสต๊อก ที่เป็นให้มากกว่า Aging สินค้า ACB Analysis T: 0816198579



