ภ.พ.36 คืออะไร? พร้อมวิธี Setup ใน Odoo By MDSoft

เวลาบริษัทในไทยซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากต่างประเทศ หลายคนอาจเข้าใจว่าแค่ได้รับ Invoice จากผู้ให้บริการต่างประเทศแล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายก็จบ แต่จริง ๆ แล้วบางกรณีก็ยังมีเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่บริษัทในไทยต้องนำส่งให้กรมสรรพากรด้วยค่ะ โดยใช้แบบที่เรียกว่า ภ.พ.36 ถ้าบริษัทมีการใช้บริการจากต่างประเทศอยู่เป็นประจำ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าซอฟต์แวร์ ค่า Cloud หรือค่าบริการบนเว็บไซต์ เรื่องนี้ยิ่งควรทำความเข้าใจ เพราะการบันทึกบัญชีและภาษีให้ถูกตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาตอนตรวจสอบหรือยื่นภาษีภายหลัง
บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า ภ.พ.36 คืออะไร ใช้ในกรณีไหน คำนวณอย่างไร และต้อง Setup ใน Odoo อย่างไร โดยอธิบายแบบง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างการบันทึกค่าใช้บริการจากต่างประเทศใน Odoo สำหรับการใช้งานในระบบของ MDSoft Flow Chart เป็นเครื่องมือที่โปรแกรมเมอร์ใช้แปลง Algorithm หรือขั้นตอนกระบวนการทำงาน ตามลักษณะของแผนภาพเพื่อให้คนอื่น ๆ เข้ามาศึกษาต่อจะได้เข้าใจง่ายโดยไม่มีรูปแบบตายตัว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นกับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมนั้น ๆ
ภ.พ.36 คืออะไร?
ภ.พ.36 คือ แบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร ไม่ใช่แบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย และไม่ใช่แบบเดียวกับ ภ.พ.30 ที่ใช้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนของผู้ประกอบการจด VAT โดยกรมสรรพากรระบุว่า ภ.พ.36 เป็นแบบสำหรับนำส่ง VAT ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น กรณีผู้ประกอบการในต่างประเทศให้บริการ และมีการนำบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ แต่บริษัทในไทยเป็นคนรับบริการและนำบริการมาใช้ในประเทศไทย บริษัทในไทยจึงมีหน้าที่นำส่ง VAT แทนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตัวอย่างที่กรมสรรพากรยกไว้ เช่น การใช้บริการอินเทอร์เน็ต บริการพื้นที่เว็บไซต์ หรือบริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์จากบริษัทในต่างประเทศ
ตัวอย่างง่าย ๆ
บริษัทในไทยซื้อบริการโฆษณาออนไลน์จากผู้ให้บริการต่างประเทศ โดยผู้ให้บริการออก Invoice มาเป็นเงิน 10,000 บาท และไม่ได้เรียกเก็บ VAT ไทยจากบริษัท หากเข้าเงื่อนไขที่ต้องนำส่ง VAT บริษัทในไทยจะต้องนำ VAT 7% ของฐานที่เกี่ยวข้องมานำส่งผ่านแบบ ภ.พ.36 ดังนั้น VAT ที่ต้องนำส่งในตัวอย่างนี้คือ 700 บาท
กรณีไหนที่มักเกี่ยวข้องกับ ภ.พ.36?
กรณีที่พบได้บ่อยคือ การซื้อบริการจากต่างประเทศแล้วนำบริการมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการจ่ายเงินให้บริษัทต่างประเทศทุกรายจะต้องยื่น ภ.พ.36 เสมอไป ต้องดูว่าลักษณะของบริการและการนำบริการมาใช้เข้าหลักเกณฑ์หรือไม่
ตัวอย่างที่พบในธุรกิจปัจจุบัน เช่น
- ค่าโฆษณาออนไลน์จากผู้ให้บริการต่างประเทศ
- ค่า Software หรือระบบออนไลน์จากต่างประเทศ
- ค่า Cloud Service
- ค่า Hosting หรือ Server
- ค่าบริการเว็บไซต์
- ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าบริการบางประเภทจากต่างประเทศ
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยเกี่ยวกับบริการจากต่างประเทศหลายกรณี โดยหลักสำคัญคือ ต้องพิจารณาว่าเป็นการให้บริการในต่างประเทศและมีการนำบริการนั้นมาใช้ในราชอาณาจักรหรือไม่ อีกเรื่องที่ควรระวังคือ วันเกิดหน้าที่ในการนำส่ง VAT เพราะไม่ควรดูเพียงวันที่ได้รับ Invoice จากต่างประเทศ แต่ต้องพิจารณาตามวันที่มีการชำระเงินและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่ากรณีบริการจากต่างประเทศ ความรับผิดในการเสีย VAT เกิดขึ้นเมื่อมีการชำระค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
สำหรับกำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 โดยทั่วไป กรมสรรพากรระบุให้ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษียื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้ผู้ประกอบการตามเงื่อนไขของแบบ ภ.พ.36
ตัวอย่างการคำนวณ ภ.พ.36
สมมติว่าบริษัทในไทยได้รับ Invoice จากผู้ให้บริการต่างประเทศจำนวน 50,000 บาท สำหรับค่าบริการ และกรณีดังกล่าวเข้าเงื่อนไขที่ต้องนำส่ง VAT
คำนวณ VAT 7% ได้ดังนี้
50,000 × 7% = 3,500 บาท
ดังนั้น บริษัทจะมี VAT ที่ต้องนำส่งผ่าน ภ.พ.36 จำนวน 3,500 บาท
ส่วนการบันทึกบัญชีควรแยกให้เห็นว่า 50,000 บาทเป็น ค่าบริการ และ 3,500 บาทเป็น VAT ที่ต้องนำส่ง โดยรายละเอียดว่าภาษีดังกล่าวสามารถนำไปเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของกฎหมายและเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำส่งผ่าน ภ.พ.36 ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข สามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในการคำนวณ VAT ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น ในมุมของระบบบัญชี สิ่งสำคัญไม่ได้มีแค่การคำนวณ 7% แต่ต้องทำให้รายการถูกบันทึกไปยัง บัญชีและ Tax ที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดและนำข้อมูลไปใช้ต่อในการจัดทำรายงานภาษีได้
วิธี Setup ภ.พ.36 ใน Odoo By MDSoft
เมื่อเข้าใจหลักการของ ภ.พ.36 แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการตั้งค่าใน Odoo เพื่อให้เวลาบันทึก Vendor Bill หรือค่าใช้บริการจากต่างประเทศ ระบบสามารถคำนวณและแยกรายการ VAT ได้ถูกต้อง

โดยแนวทางการ Setup สามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
- สร้างหรือเตรียม Tax สำหรับบริการจากต่างประเทศ
เข้าไปที่เมนูจัดการ Taxes ในส่วน Accounting แล้วตรวจสอบว่ามี Tax สำหรับรายการที่ต้องนำส่ง ภ.พ.36 หรือไม่ หลักสำคัญคือ Tax ตัวนี้ต้องถูกตั้งให้เหมาะกับการใช้งานของบริษัท เช่น อัตราภาษี 7% ใช้กับรายการซื้อหรือค่าใช้บริการจากต่างประเทศ กำหนดบัญชีภาษีที่เกี่ยวข้อง กำหนด Tax Distribution / Tax Grid ตามโครงสร้างที่ระบบ MDSoft ใช้สำหรับรายงานภาษี ใน Odoo การตั้งค่า Tax ไม่ได้มีแค่การใส่เปอร์เซ็นต์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการกำหนดว่าภาษีจะถูกบันทึกไปที่บัญชีใด และรายการภาษีจะถูกนำไปใช้ในรายงานอย่างไร
- กำหนด Tax ให้รองรับการบันทึกค่าใช้บริการจากต่างประเทศ
เมื่อมี Tax แล้ว ให้ตรวจสอบว่าการตั้งค่าครอบคลุมกรณีที่ต้องการใช้งานจริง เช่น การบันทึก Vendor Bill ของผู้ขายต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น บริษัทได้รับ Invoice ค่าบริการจากต่างประเทศ 50,000 บาท ก็สร้าง Vendor Bill เป็นจำนวน 50,000 บาท และเลือก Tax สำหรับรายการบริการจากต่างประเทศที่ตั้งไว้ ระบบจะคำนวณ VAT 7% เป็น 3,500 บาทตามการตั้งค่า
จุดที่ควรตรวจสอบคือ Tax Included / Tax Excluded เพราะถ้า Invoice จากต่างประเทศระบุราคาโดยไม่มี VAT ไทย การตั้งค่า Tax ควรสอดคล้องกับรูปแบบราคาที่นำมาบันทึกในระบบ เพื่อไม่ให้ระบบคำนวณยอดผิด - ตรวจสอบบัญชีภาษีที่ระบบใช้บันทึก
ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะแม้ระบบจะคำนวณ VAT 7% ได้ถูก แต่ถ้าบัญชีที่ผูกไว้ไม่ถูกต้อง รายงานทางบัญชีและภาษีที่นำไปใช้งานต่อก็อาจคลาดเคลื่อนได้
ควรตรวจสอบว่า Tax สำหรับ ภ.พ.36 เชื่อมกับบัญชีที่บริษัทกำหนดไว้สำหรับ- VAT ที่ต้องนำส่ง
- VAT ซื้อหรือภาษีซื้อที่เกี่ยวข้อง หากเข้าเงื่อนไข
- Tax Payable / Tax Receivable ตามโครงสร้างบัญชีของบริษัท
- ทดสอบด้วย Vendor Bill จริง หลังจาก Setup แล้ว แนะนำให้ทดลองสร้าง Vendor Bill จากผู้ขายต่างประเทศสัก 1 รายการ เช่น
ค่าบริการ = 50,000 บาท
VAT 7% = 3,500 บาท
จากนั้นตรวจสอบว่า
- ยอดค่าใช้บริการถูกต้อง
- VAT คำนวณถูกต้อง
- บัญชีค่าใช้จ่ายถูกต้อง
- บัญชีภาษีถูกต้อง
- รายการถูกนำไปแสดงในรายงานที่เกี่ยวข้อง
- สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการจัดทำ ภ.พ.36 ได้
การทดสอบขั้นตอนนี้ช่วยให้เห็นตั้งแต่ต้นว่า เมื่อบันทึกค่าใช้บริการจากต่างประเทศแล้ว ข้อมูลถูกส่งต่อไปยังส่วนบัญชีและภาษีครบหรือไม่
ภ.พ.36 ต่างจาก ภ.พ.30 อย่างไร?
เรื่องนี้เป็นอีกจุดที่หลายคนสับสน เพราะทั้งสองแบบเกี่ยวข้องกับ VAT เหมือนกัน แต่ใช้คนละกรณี ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้สำหรับการยื่น VAT ประจำเดือนของผู้ประกอบการจดทะเบียน ส่วน ภ.พ.36 คือแบบนำส่ง VAT ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ผู้ประกอบการในต่างประเทศให้บริการและมีการใช้บริการในประเทศไทย
ดังนั้น ถ้าบริษัทมีทั้งรายการขายในประเทศ รายการซื้อในประเทศ และรายการซื้อบริการจากต่างประเทศ ก็อาจมีข้อมูลที่ต้องจัดการทั้งในส่วนของ ภาษีขาย ภาษีซื้อ และ ภ.พ.36 ซึ่งควรแยกประเภทให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนบันทึกบัญชี นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการ Setup Tax ใน Odoo ให้ถูกตั้งแต่แรกจึงสำคัญ เพราะเมื่อข้อมูลถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ การตรวจสอบยอดและนำข้อมูลไปจัดทำรายงานภาษีภายหลังก็จะทำได้ง่ายขึ้น
สรุป

โดยแนวทางการ Setup สามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมบางประเภท โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทในไทยซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการต่างประเทศและนำบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทยตามเงื่อนไขของกฎหมาย สิ่งที่ต้องดูจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผู้ขายอยู่ต่างประเทศหรือไม่” แต่ต้องดูด้วยว่าเป็นธุรกรรมประเภทใด ใช้บริการที่ไหน และความรับผิดทาง VAT เกิดขึ้นเมื่อใด
ในฝั่งของ Odoo การ Setup ที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ Tax > บัญชีภาษี > Tax Distribution/Tax Grid > Vendor Bill > รายงานภาษี เพื่อให้ข้อมูลไหลต่อกันอย่างถูกต้อง และช่วยลดการแก้ข้อมูลด้วยมือภายหลัง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายการซื้อ บริการจากต่างประเทศ, Foreign Vendor, VAT 7%, Vendor Bill, ภาษีซื้อ หรือมีธุรกรรมต่างประเทศเป็นประจำ
หากใช้งาน Odoo By MDSoft การตั้งค่าภาษีให้ตรงกับรูปแบบบัญชีและรายงานที่บริษัทใช้งานจริงก็เป็นอีกส่วนที่ควรตรวจสอบให้ละเอียด เพราะรายละเอียดการ Setup อาจขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของระบบและการปรับแต่งที่ใช้งานอยู่
หมายเหตุ: เรื่องภาษีควรตรวจสอบประเภทธุรกรรมและเงื่อนไขตามกฎหมายที่ใช้บังคับจริงก่อนยื่นแบบ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลและแบบ ภ.พ.36 จากกรมสรรพากรได้โดยตรง







