ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

ค่า Hosting / Server ต่างประเทศ ต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่?

ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการใช้บริการ Hosting, Server, Cloud และ Data Center จากต่างประเทศ พร้อมประเด็นเรื่องการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านแบบ ภ.พ.36 เมื่อมีการนำบริการมาใช้ในประเทศไทย
ค่า Hosting / Server จากต่างประเทศ ต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่? ตรวจสอบหลักเกณฑ์ VAT สำหรับบริการจากต่างประเทศก่อนบันทึกค่าใช้จ่ายและชำระเงินให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ

ปัจจุบันธุรกิจจำนวนมากเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Cloud, Hosting, Server, Data Center หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และระบบออนไลน์ เพราะสามารถเลือกทรัพยากรให้เหมาะกับการใช้งาน และรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อบริษัทในประเทศไทยต้องจ่ายค่าบริการให้กับผู้ให้บริการในต่างประเทศ นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีประเด็นด้านภาษีที่ต้องตรวจสอบด้วย

หนึ่งในเรื่องที่มักเกิดคำถามคือ ค่า Hosting หรือค่า Server ที่จ่ายให้บริษัทต่างประเทศ ต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่? คำตอบคือ หากเข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และมีการนำบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยมีตัวอย่างที่ระบุถึงบริการเช่าพื้นที่บนเว็บไซต์และ Server จากบริษัทต่างประเทศไว้โดยตรง

บริการ Hosting และ Server จากต่างประเทศกับ ภ.พ.36

กรมสรรพากรมีแนวทางเกี่ยวกับกรณีการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศและนำมาใช้ในประเทศไทย โดย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.116/2545 ระบุกรณีตัวอย่างไว้อย่างชัดเจน เช่น

  • บริการนำเสนอข้อมูลสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต
  • บริการเช่าพื้นที่บนเว็บไซต์ (Web Site)
  • บริการเช่าพื้นที่บนเซิร์ฟเวอร์ (Server)
  • บริการอินเทอร์เน็ตหรือการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  • บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ หรือ Data Management / Co-Location

หากบริษัทในประเทศไทยใช้บริการดังกล่าวจากบริษัทต่างประเทศ และนำบริการมาใช้ในประเทศไทย กรมสรรพากรถือว่าเป็นการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศและมีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านแบบ ภ.พ.36 โดยคำนวณจากค่าบริการทั้งหมด ดังนั้นต้องพิจารณาด้วยว่า บริการที่ได้รับถูกนำมาใช้ในประเทศไทยหรือไม่

หลักการให้บริการในต่างประเทศ แต่ใช้บริการในประเทศไทย

หลักสำคัญของกรณีนี้คือ การให้บริการอาจเกิดขึ้นจากผู้ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ แต่หากผู้รับบริการในประเทศไทยนำบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย ก็อาจเข้าหลักเกณฑ์การนำส่ง VAT ผ่าน ภ.พ.36 กรมสรรพากรระบุว่า เมื่อผู้ประกอบการในประเทศไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศในกรณีดังกล่าว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่ง VAT ที่ผู้ให้บริการต่างประเทศมีหน้าที่ต้องเสีย โดยใช้แบบ ภ.พ.36

ตัวอย่างเช่น บริษัทในประเทศไทยสมัครใช้บริการ Cloud Server จากผู้ให้บริการต่างประเทศ เพื่อใช้เป็น Server สำหรับเว็บไซต์ ระบบ ERP หรือระบบออนไลน์ของบริษัท และระบบดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย กรณีนี้จึงควรพิจารณาหน้าที่ในการนำส่ง VAT ผ่าน ภ.พ.36

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าค่าบริการจากต่างประเทศทุกประเภทต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะต้องพิจารณาลักษณะของบริการและสถานที่ที่มีการใช้บริการตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ตัวอย่างการคำนวณ VAT สำหรับค่า Hosting / Server

สมมุติบริษัทในประเทศไทยใช้บริการ Server จากผู้ให้บริการต่างประเทศ และมีค่าบริการเดือนละ 20,000 บาท หากบริการดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องนำส่ง VAT ตาม ภ.พ.36 และใช้อัตรา VAT 7% บริษัทจะต้องคำนวณดังนี้

ค่าบริการ 20,000 บาท × VAT 7% = 1,400 บาท
ดังนั้น บริษัทมีหน้าที่นำส่ง VAT จำนวน 1,400 บาท ผ่านแบบ ภ.พ.36

กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยในกรณีการจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่มีการใช้บริการในประเทศไทย โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินนำส่ง VAT ในอัตรา 7% ของค่าบริการ และยื่นแบบ ภ.พ.36 ตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ หากค่าบริการเรียกเก็บเป็นเงินตราต่างประเทศ การคำนวณมูลค่าเพื่อเสียภาษีต้องพิจารณาอัตราแลกเปลี่ยนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยกรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 9 ในวันที่ชำระค่าบริการจริงในกรณีที่เกี่ยวข้อง

กำหนดยื่นแบบ ภ.พ.36 สำหรับค่าบริการจากต่างประเทศ

เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องนำส่ง VAT บริษัทผู้จ่ายเงินต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

ตัวอย่างเช่น จ่ายค่า Hosting วันที่ 15 กันยายน
ให้นำรายการดังกล่าวไปพิจารณายื่นแบบ ภ.พ.36 สำหรับเดือนกันยายน ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดหลังสิ้นเดือนกันยายน

ดังนั้น หากบริษัทมีการจ่ายค่า Hosting หรือ Cloud เป็นประจำทุกเดือน ฝ่ายบัญชีควรจัดเก็บเอกสารและตรวจสอบรายการจ่ายในแต่ละเดือน เพื่อไม่ให้ตกหล่นเรื่องการนำส่งภาษี ปัจจุบันกรมสรรพากรเปิดให้ยื่นแบบ ภ.พ.36 ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยหลักเกณฑ์การยื่นผ่านระบบระบุเรื่องกำหนดเวลาภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน หรือกรณีอื่นตามวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นคนละเรื่อง

อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ ภ.พ.36 ไม่ใช่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การจ่ายค่า Hosting หรือ Server ให้บริษัทต่างประเทศอาจต้องพิจารณาทั้งเรื่อง VAT และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แต่หลักเกณฑ์ของทั้งสองภาษีแตกต่างกัน สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องพิจารณาก่อนว่าค่าบริการที่จ่ายเข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทใด ผู้รับเงินเป็นบริษัทต่างประเทศที่ประกอบกิจการในประเทศไทยหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบ อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศของผู้รับเงินด้วย ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่าการจ่ายค่า Hosting ให้บริษัทต่างประเทศจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเดียวกันทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและประเภทของเงินได้ประกอบกัน

VAT ที่นำส่งผ่าน ภ.พ.36 สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่?

ในกรณีที่บริษัทนำส่ง VAT ผ่านแบบ ภ.พ.36 และเป็นภาษีซื้อที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย บริษัทอาจมีสิทธินำภาษีดังกล่าวมาใช้เป็นภาษีซื้อในการคำนวณ VAT ได้ กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า VAT ที่บริษัทนำส่งผ่าน ภ.พ.36 ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข สามารถถือเป็นภาษีซื้อได้ และใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้สำหรับภาษีที่นำส่งดังกล่าวถือเป็นใบกำกับภาษีตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม บริษัทควรตรวจสอบสิทธิในการนำภาษีซื้อมาใช้ในแต่ละกรณีให้ถูกต้อง โดยเฉพาะลักษณะของค่าใช้จ่ายและการนำบริการไปใช้ในกิจการ

เช็กลิสต์ก่อนจ่ายค่า Hosting หรือ Server ให้ต่างประเทศ

ก่อนบันทึกค่าใช้จ่ายและชำระเงินให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ ฝ่ายบัญชีควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น

  1. ผู้ให้บริการอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ ตรวจสอบชื่อบริษัท ประเทศที่จดทะเบียน และเอกสารเรียกเก็บเงินบริการเช่าพื้นที่บนเว็บไซต์ (Web Site)
  2. บริการที่ซื้อคืออะไร เช่น Hosting, Cloud Server, Dedicated Server, VPS, Data Center, Co-Location หรือบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง
  3. นำบริการมาใช้ที่ไหน พิจารณาว่าบริการดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยหรือไม่
  4. มีหน้าที่นำส่ง VAT ผ่าน ภ.พ.36 หรือไม่ หากเข้าหลักเกณฑ์การใช้บริการในประเทศไทยจากผู้ให้บริการต่างประเทศ ต้องพิจารณาการนำส่ง VAT
  5. ต้องพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ แยกพิจารณาจาก VAT และตรวจสอบประเภทเงินได้ รวมถึง DTA ที่เกี่ยวข้อง
  6. เก็บเอกสารให้ครบถ้วน เช่น Invoice, Receipt, ใบแจ้งค่าบริการ, หลักฐานการชำระเงิน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการ เพื่อใช้ประกอบการบันทึกบัญชีและภาษี

สรุป

การจ่ายค่า Hosting หรือ Server ให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ อาจมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.36 หากเข้าลักษณะเป็นบริการที่ให้บริการในต่างประเทศและมีการนำบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย โดยกรมสรรพากรมีตัวอย่างระบุถึงบริการเช่าพื้นที่บนเว็บไซต์ Server และบริการรับฝาก Server หรือ Co-Location ไว้โดยตรง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูว่า จ่ายเงินให้บริษัทต่างประเทศหรือไม่ แต่ต้องพิจารณา ประเภทของบริการ สถานที่ใช้บริการ วันที่ชำระเงิน และภาษีที่เกี่ยวข้อง ให้ครบถ้วน สำหรับธุรกิจที่มีค่า Cloud, Hosting หรือ Server จากต่างประเทศเป็นประจำ การจัดระบบเอกสารและตรวจสอบภาษีตั้งแต่ขั้นตอนการจ่ายเงิน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตกหล่นในการยื่นภาษี และทำให้สามารถบันทึกค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกต้องมากขึ้น


อ้างอิง
ป.116/2545 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ,[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.rd.go.th/10511.html
ป.104/2544 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ,[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.rd.go.th/3549.html
แนววินิจฉัย กค 0706(กม.05)/1022 เรื่อง ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการใช้บริการจากต่างประเทศ ,[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.rd.go.th/28765.html
บริการพัฒนา Module OpenERP บริการติดตั้งระบบ OpenERP บริการ Implement ระบบ ERP ด้วย Odoo